วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ประวัติความเป็นมา

ยิงปืน : ประวัติกีฬายิงปืน

           กีฬายิงปืน (Shooting) เป็นกีฬาที่แข่งกันที่ความแม่นยำ ปิแอร์ เดอ กูแบร์แตง (Pierre De Coubertin) ผู้ฟื้นฟูโอลิมปิกสมัยใหม่นั้น เขาก็เคยเป็นแชมป์ยิงปืนสั้นของประเทศฝรั่งเศสมาหลายปีก่อนแล้ว เขาได้ร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกที่กรุงเอเธนส์ในปี 1896 ด้วย ในตอนนั้นมีการแข่งขันเพียง 3 รายการเท่านั้น จากนั้นกีฬายิงปืนก็ได้รับการบรรจุในโอลิมปิกมาโดยตลอด ขาดอยู่เพียง 2 ครั้ง คือ ปี 1904 ที่เซนต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา และ ปี 1928 ที่ อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ รายการประเภททีมซึ่งมีทั้งปืนสั้นและปืนยาวค่อยๆถูกตัดออกไปจนหมดไปอย่าง สิ้นเชิงในปี 1948

          ในสมัยก่อนมีการแข่งขันแบบไม่จำกัดเพศด้วย เรียกว่ารายการโอเพ่น เป็นรายการที่ทั้งหญิงและชายแข่งขันกันด้วยความเสมอภาค ชิงเหรียญเดียวกัน และตลอดมาก็เป็นนักกีฬายิงปืนชายที่คว้าชัยชนะไปครอง จนถึงปี 1976 นักยิงปืนหญิงจึงสามารถเอาชนะได้เหรียญทองเป็นครั้งแรก ซึ่งเกือบทุกรายการแข่งขันเดี๋ยวนี้ทำการแข่งขันในร่มกันทั้งหมด ยกเว้นการแข่งขันยิงเป้าบินที่ยังเป็นการแข่งขันกลางแจ้งอยู่

           ปืนพก (Pistol) ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดย Caminello Vitelli ณ เมืองพิสโตเอีย รัฐฟลอเรนไตน์ ประเทศอิตาลี ประมาณปี พ.ศ. 2083 โดยใช้ชื่อเมืองที่ถือกำเนิดเป็นชื่อของปืนชนิดนี้ ในช่วงชีวิตของ Vitelli ปืนพกที่ประดิษฐ์ขึ้นยังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง เนื่องจากปืนของเขายังไม่มีประสิทธิภาพมากมายนัก
           ในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2393 เป็นต้นมา มีการนิยมใช้ปืนยาวอัดลม (Rifle) เป็นอย่างมาก ปี พ.ศ. 2403 ในสหรัฐอเมริกาจัดให้มีการแข่งขันยิงปืน ณ สถานที่ต่างๆ ตามริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เช่น ริมฝั่งแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ โดยสมาคมยิงปืนยาวอัดลมแห่งชาติ (The National Rifle Association) สมาคมแห่งนี้ได้สร้างกฎระเบียบในการกีฬาประเภทนี้คือ มาตรฐานของเป้า และระยะ เป็นต้น จากความไม่มีระเบียบ ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนมาสู่มาตรฐานจึงได้จัดให้มีการแข่งขันยิงปืนยาวอัดลม เพื่อชิงชนะเลิศระหว่างชาติ โดยใช้กฎอันเดียวกันเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2414 และได้ถูกจัดแข่งขันกันอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา
ต้นปี พ.ศ. 2423 ซึ่งเป็นระยะที่ประชาชนทั่วไปกำลังให้ความสนใจอยู่กับปืนลม Paine นักแม่นปืนของสหรัฐอเมริกาผู้หนึ่งได้แสดงการยิงปืนพก และปืนสั้น (Revolver) ในขณะที่เขาท่องเที่ยวไปยังประเทศอังกฤษ เป็นผลให้สมาคมยิงปืนแห่งแมสซาชูเซตส์ได้มอบโล่รางวัลให้ทั้งปืนพกและปืน สั้น จึงทำให้บรรดาสมาชิกทั้งหลายหันมาสนใจอาวุธปืนทั้ง 2 ชนิด ตั้งแต่นั้นมาคนทั้งหลายจึงให้ความนิยมสนใจกับอาวุธปืนกันอย่างแพร่หลาย โดยมีการจัดการแข่งขันอย่างกว้างขวาง ซึ่งการแข่งขันยิงปืนได้บรรจุเข้าไว้ในการแข่งขันกีฬาระดับชาติ เช่น การแข่งขันกีฬาแหลมทอง (ซีเกมส์) เอเชียนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์ เป็นต้น

ยิงปืนในประเทศไทย
          กีฬายิงปืนเป็นกีฬาที่ประชาชนคนไทยให้ ความนิยมและสนใจเมื่อไม่นานนี้เอง ความจริงแล้วคนไทยรู้จักการใช้อาวุธปืนมาช้านานแล้ว และมีการแข่งขันกันแต่ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายมากนัก ต่อมาบรรดานักยิงปืนทั้งหลายได้เล็งเห็นว่าควรจะได้มีการแข่งขันยิงปืนตาม แบบและกติกาและกติกาสากลนิยม จึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดการแข่งขันยิงปืนขึ้นตามแบบและกติกาสากล นิยม จึงได้มีการจัดตั้งสมาคมยิงปืนสมัครเล่นแห่งประเทศไทย โดยจดทะเบียนก่อตั้งอย่างถูกต้อง เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2501
ภายหลังจากที่สมาคมยิงปืนสมัครเล่นแห่ง ประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ก่อตั้งขึ้นแล้ว สมาคมฯจึงได้คัดเลือกนักกีฬายิงปืนส่งเข้าร่วมการแข่งขันกับนานาชาติ เช่น การแข่งขันซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์เป็นครั้งแรกในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 17 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในปี พ.ศ. 2503
         ในปี พ.ศ. 2501 สมาคมยิงปืนสมัครเล่นแห่งประเทศไทย จึงได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์ยิงปืนแห่งเอเชีย และสมาชิกของสหพันธ์ยิงปืนนานาชาติในปีเดียวกัน ซึ่งประเภทการแข่งขันยิงปืนตามแบบสหพันธ์ยิงปืนนานาชาติ ซึ่งจัดการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกมี 7 ประเภท คือ
1) ปืนยาวท่านอน
2) ปืนสั้นยิงช้า
3) เป้าบินประเภทแทร็ป
4) ปืนยาว 3 ท่า
5) เป้าเคลื่อนที่
6) ปืนสั้นยิงเร็ว
7) เป้าบิน (ประเภทสกีต)


กติกาการแข่งขัน

ท่ายิง(Position)          ก่อนและระหว่างชุดการแข่งขัน รวมทั้งในขณะที่มีการรบรรจุกระสุน หรือมีการตรวจสอบ หรือมีการขึ้นไกไว้ ปืนจะต้องชี้ไปทางพื้นสนาม ซึ่งรวมไปถึงก่อนที่จะยืนอยู่ในตำแหน่งพร้อมสำหรับนัดต่อไป หรือขณะที่รอคำสั่ง “เลิกบรรจุ” ก็จะต้องกระทำแบบเดียวกันในประเภทการยิงเร็วระยะ 25 เมตร การยิงจะเริ่มจากตำแหน่งพร้อม ซึ่งในตำแหน่งพร้อมนี้ แขนของนักกีฬาจะต้องชี้ลงไม่มากกว่า  45 อาศา เมื่อวัดจากแนวตั้งแต่จะไม่ชี้ไปยังพื้นดินที่หน้าผู้ยิง โดยแขนจะต้องอยู่ในตำแหน่งนี้ในขณะที่ทำการรอการกลับมาของเป้าหรือเมื่อใช้เป้าอิเล็กทรอนิกส์จะต้องรอจนกว่าไฟเขียวติดสำหรับการแข่งขันกีฬายิงปืนนั้นท่ายิงจะแบ่งเป็น 3 ท่า คือ
  1. ท่านอน (Prone) นักกีฬาจะต้องอยู่บนที่โล่งของช่องยิง โดยนักกีฬาจะต้องใช้ผ้าปูช่องยิงเพื่อวางข้อศอกได้ ลำตัวของนักกีฬาจะต้องอยู่บนช่องยิงโดยหันหัวไปทางเป้า ตัวปืนจะรองรับด้วยมือข้างหนึ่งและไหล่อีข้างหนึ่งเท่านั้น ในขณะทำการเล็ง แก้มของนักกีฬาจะต้องวางอยู่กับโครงปืน โดยตัวปืนอาจจะรองรับด้วยสลิงก็ได้ แต่กระโจมมือที่อยู่กับมือซ้ายจะต้องไม่สัมผัสกับเสื้อยิงปืนและจะต้องไม่มีส่วนใดของปืนสัมผัสกับวัสถุใดๆ นอกจากนี้ห้ามวางหรือพักตัวปืนที่จุดใดๆทั้งสิ้นส่วนของแขนด้านหน้าส่วนแขนของเสื้อยิงปืนด้านหน้าและข้อศอกจะต้องมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสูงขึ้นจากพื้นผิวช่องยิง ส่วนแขนหน้าของนักกีฬาที่มีสลิงจะต้องมีมุมไม่น้อยกว่า 30 องศา ตามแนวนอน โดยวัดจากแนวแขนส่วนหน้า
  2. ท่ายืน (Standing) นักกีฬาจะต้องยืนอย่างอิสสระด้วยเท้าทั้งสองข้าง บนพื้นที่ในช่องยิงหรือผ้ารองพื้น โดยปราศจากสิ่งค้ำจุนใดๆ ตัวปืนจะต้องรองรับด้วยแขนข้างหนึ่งและไหล่ หรือแขนด้านบนที่อยู่ใกล้ไหล่และตัวปืนจะต้องไม่ถูกหนุนโดยเสื้อยิงปืนหรือส่วนของหน้าอกที่อยู่พ้นพื้นที่ไหล่ขวาและหน้าอกด้านขวาออกมา แขซ้านด้านบนและข้อศอก จะรองรับอยู่บนส่วนของอกหรือสะโพก ข้อควรระวัง คือ ในการยิงท่ายืนนี้ ห้ามใช้สลิงกับปืนทุกชนิด
  3. ท่านั่ง (Kneeling) ท่านั่งยิงนั้นอวัยวะบริเวณปลายเท้าขวา หัวเข่าขวาและเท้าซ้ายของนักกีฬาขะต้องสัมผัสกับพื้นช่องยิงตัวปืนจะต้องรองรับด้วยแขนและไหล่ขวา ศอกซ้ายจะรองรับด้วยเข่าซ้าย ตัวปืนอาจรองรับด้วยสลิง แต่กระโจมมือที่อยู่หลังมือซ้ายจะต้องไม่สัมผัสกับเสื้อยิงปืน                                                                  การตั้งเป้า (Handling of Targets)   ในการแข่งขันยิงปืนนั้นได้แบ่งประเภทออกเป็น 2 ประเภท คือ
  1. เป้ากระดาษ (Paper Targets) โดยปกตินักกีฬาจะทำการเปลี่ยนเป้าด้วยตัวเองภายใต้การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่สนาม ทันทีที่นักกีฬายิงครบ 1 ชุด 10 เป้านักกีฬาจะต้องวางเป้าลงบนพื้นที่ที่สะดวกต่อเจ้าหน้าที่แนวเป้า ซึ่งจะนำเป้านั้นใส่ลงในพื้นที่บรรจุที่ปลอดภัยและนำเข้าไปในห้องประมวลผลและจัดอันดับโดยเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ แต่ถ้าใช้เป้าเลื่อนแบบอัตโนมัติและมีการเปลี่ยนเป้า นักกีฬาอาจต้องควบคุมการเปลี่ยนเป้าเองหรือควบคุมโดยเจ้าหน้าที่แนวเป้า ถ้านักกีฬาพบเครื่องหมายหรือพบการเปลี่ยนเป้าช้าเกินไป นักกีฬาจะต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่สนามถ้าเจ้าหน้าที่สนามหรือกรรมการตัดสินเห็นด้วย เจ้าหน้าที่จะต้องแก้ไขให้เหมาะสม ถ้านักกีฬาหรือเจ้าหน้าที่ทีมอาจทำการประท้วงต่อกรรมการตัดสินได้ ถ้ากรรมการตัดสินเห็นด้วยจะมีการขยายเวลาให้โดยมีเวลาทดให้ไม่เกิน 10 นาที


  2. เป้าบันทึกคะแนนชนิดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Scoring Targets) คำสั่งสำหรับการใช้งานปุ่มควบคุมของเป้าบันทึกคะแนนชนิดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้ควบคุมการทำงานจะแสดงผลการทำงานบนจอภาพ ส่วนการเปลี่ยนเป้าจากเป้าททดสอบศูนย์ไปเป็นเป้าบันทึกคะแนนนั้น หัวหน้าเจ้าหน้าที่สนามจะเป็นผู้ประกาศให้ทราบ นอกจากนั้นห้ามไม่ให้บังบริเวณจอภาพหรือส่วนใดของจอแสดงผลโดยกรรมการตัดสินและเจ้าหน้าที่ในสนาม อีกทั้งนักกีฬาและเจ้าหน้าที่สนามจะต้องไม่สัมผัสกับแผงควบคุมการพิมพ์ หรือแถบกระดาษพิมพ์ก่อนที่จะจบการแข่งขันนั้นๆ ยกเว้น ในกรณีที่ด้รับการอนุญาตจากกรรมการตัดสินเท่านั้น นอกจากนี้ก่อนออกจากสนามแข่งขันนักกีฬาจะต้องลงชื่อในแถบผลคะแนนเพื่อรับรองผลคะแนน
กติกาการแข่งขัน (Competition Rules)          เวลาเตรียมตัว : นักกีฬาจะมีเวลา 10 นาทีก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น เพื่อเตรียมตัวครั้งสุดท้าย ก่อนและระหว่างเวลาเตรียมตัว นักกีฬาอาจจะทำการยิงแห้ง (ยิงแห้งคือ การปลดกลไกของการยิงของปืนที่ไม่ได้บรรจุกระสุนหรือการปลดกลไกชนิดอากาศอัดหรือแก๊สโดยไม่มีการปล่อยอากาศหรือแก๊สออกไป)การเริ่มยิง การแข่งขันจะเริ่มขึ้นเมื่อหัวหน้าเจ้าหน้าที่สนามออกคำสั่ง “เริ่มยิง” กระสุนทุกนัดที่ยิงภายหลังจากผู้เข้าแข่งขันเสร็จสิ้นการทดสอบงศูนย์ ถือเป็นการบันทึกการแข่งขัน แต่ถ้ายิงก่อนเริ่มเวลาการแข่งขันกระสุนลูกนั้นจะถูกลงโทษโดยตัด 2 คะแนนบนเป้าแข่งขันเป้าแรกการเปลี่ยนตัวนักกีฬา เมื่อนักกีฬาคนใดยิงกระสุนทดสอบศูนย์นัดแรกแล้ว หากถอนตัวจากการแข่งขัน จะไม่มีการเปลี่ยนตัวให้นักกีฬาคนอื่นลงแข่งขัดแทนการยิงทดสอบศูนย์ จะไม่จำกัดจจำนวนแต่ต้องยิงก่อนเริ่มยิงบันทึกผลนัดแรกของการแข่งขัด และเมื่อยิงกระสุนบันทึกผลนัดแรกแล้วห้ามยิงทดสอบศูนย์อีก เว้นแต่ ได้รับอนุญาตจากกรรมการตัดสินอย่างถูกต้องตามกติกาเวลาที่เหลือ หัวหน้าเจ้าหน้าที่สนามจะต้องแจ้งเวลาที่เหลือแก่นักกีฬาโดยผ่านเครื่องขยายเสียง เมื่อเหลือเวลา 10 นาทีและ 5 นาทีสุดท้ายของการแข่งขัน และการแข่งขันจะหยุดลงเมื่อมีคำสั่ง “หยุด” หรือมีสัญณานที่กำหนดปรากฎ





เสน่ห์ของการยิงปืน และการแข่งขันปืนอัดลม






          เสน่ห์ของการยิงปืน คือ การต้องต่อสู้กับตนเองเพื่อที่จะเอาชนะจิตใจของตัวเราเอง โดยจะต้องไม่คำนึงถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา หรือกังวลกับสิ่งที่รอเราอยู่ในอนาคต จิตและสมาธิของเราจะต้องอยู่กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในขณะนั้น ซึ่งก็คือการยิงนัดต่อไป

          การจะทำเช่นนั้นได้ นักกีฬายิงปืนจะต้องต่อสู้กับการฝึกฝนที่น่าเบื่อหน่ายและซ้ำๆซากๆ ที่อาจจะใช้เวลานานหลายวันหรือหลายเดือน การฝึกฝนเหล่านี้จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประสานกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างร่างกายและจิตใจ เพื่อที่จะเอาชนะจิตใจของเราให้ได้และเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว เราก็จะสามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสุดท้ายที่เราคาดหวังและไม่สามารถที่จะ บรรยายความรู้สึกในขณะนั้นออกมาเป็นตัวอักษรได้ นี่คือกีฬายิงปืน” (Claudia Kulia, ผู้ฝึกสอนด้านจิตของทีมชาติออสเตรเลีย)
          กีฬายิงปืนเป็นกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งจะมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ ปืน เป้า และกระสุน โดยใช้กระสุนจะถูกขับดันจากลำกล้องปืนเข้าสู่เป้า โดยขนาดของเป้าจะมีขนาดตั้ง 11-100 ม.ม. และผู้ยิงจะอยู่ห่างจากเป้าตั้งแต่ 10-50 เมตร ขึ้นอยู่กับประเภทการแข่งขัน




          กีฬายิงปืนสามารถเล่นได้ทุกวัย ตั้งแต่เยาวชนที่มีอายุตั้งแต่ 10 ขวบขึ้นไป เป็นกีฬาครองครัวซึ่งมีทั้งประเภทชายและหญิง ขณะเดียวกันหลายๆการแข่งขันก็จะไม่มีการแบ่งเพศ

          กีฬายิงปืนไม่ใช่กีฬาที่ต้องการนักกีฬาที่มีความแข็งแกร่งเหมือนกีฬา อื่นๆ องค์ประกอบที่สำคัญของกีฬาชนิดนี้คือ การตั้งสมาธิในการควบคุมจิตใจ ส่วนความแข็งแกร่งของร่างกายหรือความสูงไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับกีฬาประเภทนี้

การแข่งขันยิงปืนแยกออกเป็นประเภทชายและหญิง โดย

ประเภทชายจะมีการแข่งขัน 8 ประเภทคือ

-
ปืนสั้นอัดลม



- ปืนสั้นยิงช้า
-
ปืนสั้นยิงเร็ว

-
ปืนสั้นชนวนกลาง

-
ปืนสั้นมาตรฐาน

-
ปืนยาวท่านอน

-
ปืนยาว 3 ท่า

-
ปืนยาวอัดลม

ประเภทหญิงนั้นจะมีการแข่งขันทั้งหมด 5 ประเภทคือ

-
ปืนสั้นอัดลม



-
ปืนสั้นสตรี

-
ปืนยาวท่านอน

-
ปืนยาวอัดลม

-
ปืนยาวมาตรฐานสตรี


การพัฒนาการของปืนสั้นอัดลม
ปืนสั้นอัดลมรุ่นแรกๆ จะอัดลมโดยใช้กำลังคน ต่อมาได้มีการใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โดยการพัฒนาของบริษัท Feinwerkbau จากนั้นจึงได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อเสียของการใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ คือจะมีการสะท้อนกลับเนื่องจากแรงอัด หลังจากนั้นจึงได้มีการพัฒนามาใช้อากาศ โดยการพัฒนาของบริษัท Steyr การใช้อากาศจะไม่มีการสะท้อนกลับ และบางรุ่นก็ได้พัฒนาจนสามารถใช้ได้ทั้งอากาศและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ใน กระบอกเดียวกัน
                                                                          

การแข่งขัน
ปืนสั้นอัดลม ได้ถูกบรรจุลงในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค เมื่อปี ค.ศ.1988 โดยแยกประเภทชายและหญิงออกจากกัน กระสุนที่ใช้จะมีขนาด .177ม.ม. เป็นกระสุนตะกั่ว โดยมีระยะยิงเท่ากับ 10 เมตร ขนาดของเป้าจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 15ม.ม. และวงคะแนน 10 วง ตั้งแต่ 1-10 คะแนน

ปืนระดับโลก เช่นของบริษัท Feinwerkbau , Wather , Steyr และ Morini จะใช้อัดด้วยอากาศหรือแก๊ส โดยแรงต้านไกจะมีน้ำหนักอย่างต่ำ 500 กรัม และมีข้อกำหนดเกี่ยวกับความกว้างของด้านปืนและความยาวของลำกล้อง

การแข่งขันสำหรับประเภทชายจะมีการใช้กระสุนทั้งหมด 60 นัดโดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที ในขณะที่ประเภทหญิงนั้นจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที สำหรับการใช้กระสุน 40 นัด คะแนนเต็มของประเภทชายจะเท่ากับ 600 คะแนน ส่วนหญิงจะมีคะแนนเต็ม 400 คะแนน ในการแข่งขันระดับมาตรฐานนั้นจะมีการแข่งขัน 2 รอบ โดยรอบแรกจะคัดผู้ที่ได้ลำดับที่ 1-8 เข้าไปแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งในรอบนี้จะมีการยิง 10 นัดใช้เวลา 75 วินาทีต่อกระสุนแต่ละนัดการยิงในรอบนี้จะมีคะแนนเต็ม109 คะแนน ดังนั้นคะแนนเต็มทั้งหมดในการแข่งขันประเภทชายจะเท่ากับ 709 คะแนน และประเภทหญิงจะเท่ากับ 509 คะแนน 


ประวัติการแข่งขันยิงปืนสั้นอัดลม

ค.ศ.1896 เริ่มมีการแข่งขันยิงปืนในกีฬาโอลิมปิคที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

ค.ศ.1897 เริ่มมีการแข่งขันชิงแชมป์โลกขึ้นครั้งแรกที่เมืองลีออง ประเทศฝรั่งเศส

ค.ศ.1948 การแข่งขันประเภททีมได้ถูกตัดออก โดยสถาบัน U.I.T. (Union International Tiro)

ค.ศ.1958 การแข่งขันชิงแชมป์โลกหญิงได้ถูกจัดขึ้น

ค.ศ.1976 มาร์กาเรต เมอร์ด็อก เป็นสตรีคนแรกที่คว้าเหรียญเงินในการแข่งขันยิงปืน 3 ท่าในโอลิมปิคเกมส์ ที่เมืองมอนทรีออล ประเทศคานาดา ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการแยกประเภทชายและหญิงออกจากกัน

ค.ศ.1984 การแข่งขันที่เมืองลอสแองเจลีส อเมริกา ได้มีการแยกประเภทการแข่งขันออกเป็นชายและหญิงโดยประเภทสตรีจะมีการแข่งขัน 3 ชนิด คือปืนยาวอัดลม ปืนยาว 3 ท่าและปืนสั้น สตรี 3 คนแรกที่ได้เหรียญทองในโอลิมปิคเกมส์คือ Pat Spurgin (ปืนยาว 3 ท่า) Ruby Fox (ปืนสั้น) และ Wanda Jewell (ปืนยาวอัดลม) นักกีฬายิงปืนทั้งหมดเป็นชาวอเมริกา

ค.ศ.1988 ได้มีการแข่งขันสั้นอัดลมเป็นครั้งแรกและมีการแยกประเภทเป็นชายและหญิง 



ภาพเคลื่อนไหวของการแข่งขันกีฬายิงปืนประเภทต่างๆ

ประเภทท่านอน
(50m Rifle Prone Men)


                                                 


              ประเภทสั้นยิงช้า
              (50m Pistol Men)




         ประเภทเป้าเคลื่อนไหว
       (Running Target Men)





        ประเภทยิง 3 ท่า

        (Rifle 3 Positions Women)


ประเภทปืนสั้นยิงเร็ว
(Rapid Fire Pistol Men)







  ประเภทเป้าบิน (แบบสกีต)
 (Skeet Men)



 ประเภทเป้าบิน (แบบแทร็ป)
 (Trap Men)


ประเภทปืนสั้นอัดลม
(Air Pistol)



ประเภทปืนยาวอัดลม
(Air Rifle)


                                                                             

เทคนิคการยิงปืน

พื้นฐานการยิงปืน

การจะยิงปืนให้ได้ดีนั้น จะต้องประกอบด้วยปัจจัยอยู่ 3 ประการ คือ

พื้นฐานในการยิงปืน

          1. การตั้งท่าและความมั่นคง ท่ายิงมีความสำคัญต่อการยิงเป็นอย่างยิ่งเพราะการตั้งท่าที่ดีนั้นจะก่อให้เกิดความสมดุลและความมั่นคงของร่างกายและมือ โดยให้มีการกระทบต่อระบบกล้ามเนื้อและร่างกายน้อยที่สุด ช่วยรักษาระดับพื้นที่การใช้แขนและพื้นที่การยิงให้น้อยที่สุด ช่วยรักษาระดับศรีษะและแขนให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม เพื่อให้ตามองเห็นชัดที่สุดระหว่างการเล็งเป้าหมาย และเพื่อให้มีความมั่นคงตลอดเวลาการยิง
การตั้งท่าที่ถูกต้องและสมบูรณ์
  1. วางเท้าให้ห่างกันเท่ากับความกว้างของหัวไหล่
  2. ให้น้ำหนักตัวและน้ำหนักปืน ตกลงบนขาทั้งสองข้าง
  3. แขนที่ใช้ยิงจะต้องเหยียดเต็มที่ พร้อมทั้งข้อมือและข้อศอกจะต้องนิ่งที่สุด
  4. แขนและไหล่ต้องทำมุมประมาณ 12-20 องศา
  5. แขนที่ไม่ใช้ยิงจะต้องผ่อนคลาย โดยอาจจะวางไว้ที่กระเป๋าหรือเข็มขัดด้านหน้า เพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น
  6. เงยศีรษะขึ้นและจ้องไปที่เป้าหมาย เพื่อให้สามารถปรับสายตาได้ และปราศจากการรบกวน
  7. ความสมดุลในจุดยิง เกิดจากการเคลื่อนไหวของแขนมุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างช้าๆ
  8. ในจุดที่เตรียมพร้อม 45 องศากับเป้าแขนจะถูกยกขึ้นมาสู่จุดยิงโดยการบังคับของกล้ามเนื้อไหล่เท่านั้น ส่วนอื่นๆจะไม่มีการเคลื่อนไหว
การจับปืน : นั้นจะต้องรู้สึกว่าฝืนธรรมชาติเล็กน้อย  โดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่เคยฝึกมาก่อน แต่เมื่อฝึกแล้วก็จะสามารถทำได้คล่อง
การจับปืนที่ถูกต้อง
  1. ให้ทำมือเป็นรูปตัว “V”
  2. นำด้ามปืนสอดเข้าอุ้งมือ
  3. ให้แนวของลำกล้องขนานกันเขน และส่วนบนของมือเสมอกับส่วนบนของด้ามปืน
  4. ใช้นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยกำด้ามปืน
  5. นิ้วชี้เมื่อยังไม่ใช้ให้วางไว้ข้างปืนเหนือโกร่งไกปืน
  6. นิ้วหัวแม่มือควรเหยียดตรงและวางแนบข้างปืน
  7. การแตะไกรปืน ให้ใช้นิ้วชี้ข้อปลายส่วนกลางข้อแตะที่ไกปืน
การหายใจ :
การหายใจจะต้องมีการเคลื่อนหวของท้อง กล้ามเนื้อหน้าอกและหลัง ถ้าการยิงปืนมีการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด จะเป็นการยิงปืนที่ได้ผลดีที่สุด ดังนั้น ขณะยิงปืนการหายใจน้อยที่สุดหรือไม่หายใจเลยระหว่างที่ปล่อยกระสุนออก จะทำให้ผลการยิงออกมาดี
แต่ขณะที่ทำการกลั้นหายใจนั้น โลหิตจะขาดออกซิเจน ซึ่งถ้านานมากจะทำให้เกิดอาการหน้ามืดและหมดสติได้ เนื่องจากการแตกตัวของเซลล์สมองอันเป็นผลจากการที่เลือดไม่ได้รับออกซิเจน ดังนั้น เราจึงควรฝึกการหายใจเพื่อใช้ในการยิงปืนให้ได้ประมาณ 6-10 วินาที
การหายใจที่ถูกวิธี

  1. ควรยืนในท่าที่ถูกต้อง และก่อนยกปืนขึ้นให้หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ แล้วหายใจออกประมาณ 2 ครั้ง
  2. ในขณะยกปืนขึ้น ให้หายใจเข้าปกติ แต่เมื่อยกปืนถึงเป้าหมาย ให้หายใจออกจนถึงจุดที่หยุดการหายใจ
  3. ในขณะที่หยุดการหายใจ ให้ทำการยิงได้ แต่ร่างกายจะต้องอยู่ในท่าที่มั่นคง
  4. เมื่อกระสุนถูกยิงออกไปแล้ว ร่างกายยังคงต้องอยู่ในสภาพนิ่ง จากนั้นจึงค่อยๆลดแขนลงแล้วเริ่มการหายใจตามปกติ
การเล็ง :
การเล็ง หมายถึง การจัดให้ลำกล้องปืนชี้ไปยังเป้ายิง ซึ่งมีสูตรการเล็งอยู่ว่า “หลับตาซ้ายเล็งด้วยตาขวา ให้ยอดศูนย์หน้าอยู่กึ่งกลางช่องบากศูนย์หลังเสมอ วางไว้ส่วนล่างของที่หมาย” ซึ่งอธิบายได้ดังนี้

  1. หลับตาซ้ายเล็งด้วยตาขวา หมายความว่า ให้ใช้สายตาเพียงข้างเดียวทำการเล็ง
  2. ให้ยอดศูนย์หน้าอยู่กึ่งกลางช่องบากศูนย์หลัง หมายความว่า จัดให้ศูนย์หน้าอยู่กึ่งกลางของช่องศูนย์หลัง
  3. เสมอสันบากศูนย์หลัง หมายความว่า ใหส่วนบนของศูนย์หน้าเสมอกับส่วนบนของศูนย์หลัง
  4. วางไว้ส่วนล่างของที่หมาย หมายความว่า เมื่อจัดศูนย์หน้าและศูนย์หลังได้แล้ว ให้นำศูนย์ทั้งสองไปวางไว้ด้านล่างของขอบจุดวงกลมสีดำ
                การเล็งที่สมบูรณ์
  1. ศูนย์หน้าต้องมองเห็นชัด
  2. ศูนย์หลังเบลอ
  3. แสง 2 ข้างของศูนย์หน้าต้องเท่ากัน
  4. ความกว้างของศูนย์หน้าขึ้นอยู่กับบุคคล
  5. ความลึกของศูนย์หลังต้องเพียงพอที่จะเห็นศูนย์หน้าได้อย่างชัดเจน
การตั้งศูนย์ :
ศูนย์ปืนจะประกอบด้วยศูนย์หน้าและศูนย์หลัง ศูนย์หน้าจะติดตายตัว ไม่สามารถปรับแต่งได้ แต่ศูนย์หลังสามารถปรับแต่งได้โดยการเลื่อนขึ้นลงหรือซ้ายขวา

หลักการตั้งศูนย์ :
เมื่อเรายิงออกไปแล้วกระสุนตกลงเป้า ณ จุดหนึ่ง แต่ไม่ใช่จุดที่เราต้องการ เราสามารถเลื่อนจุดเพื่อให้ตำแหน่งของกระสุนตกลงยังจุดที่เราต้องการ เช่น เมื่อยิงกระสุนออกไปแล้วกระสุนตกลงต่ำกว่าจุดสีดำของเป้า แต่จุดหมายที่เราตั้งไว้คือจุดสีดำ เราสามารถปรับศูนย์ปืนโดยการเลื่อนศูนย์หลังขึ้น หรือถ้ายิงกระสุนและกระสุนตกลงต่ำกว่าจุดสีดำ เราสามารถแก้ไขได้โดยการเลื่อนศูนย์หลังลง หรือเลื่อนไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้
                การลั่นไก :
การลั่นไกปืน คือการปล่อยให้กระสุนหลุดออกปืนไปสู่เป้า ซึ่งถือเป็นขั้นสุดท้ายของการยิงปืน
การลั่นไกปืนที่ถูกต้องนั้น จะต้องค่อยๆกดไกเบาๆจนกว่าปืนจะลั่นเอง เพราะถ้ากดไกปืนแรงเกินไปจะทำให้เกิดการกระชาก กระสุนจะตกตรงตามเป้า แต่ถ้าค่อยๆกลไกหรือกดไกอย่างนุ่มนวล กระสุนก็จะค่อยๆออกและตกตรงตามเป้า
การฝึกการลั่นไกนั้นต้องพยายามฝึกโดยไม่ใส่กระสุนปืน ควรฝึกประมาณวันละ 70-80 ครั้งเพราะการฝึกการลั่นไกปืนแบบไม่ใส่กระสุนนั้น จะทำให้การฝึกมีประสิทธิภาพ การยิงนิ่งและไม่ทำให้เกิดการกระชาก
                การยิง :
การยิงปืนให้มีประสิทธิภาพนั้นควรยิงตามขั้นตอนต่างๆอย่างถูกต้อง จึงจะสามารถนำไปสู่ชัยชนะได้
ขั้นตอนการยิงปืน

  1. นำมือที่ไม่ใช้ยิงหยิบปืน แล้วนำไปวางในมือที่ใช้ยิง
  2. ตรวจสอบศูนย์ปืน
  3. ตั้งท่าให้ถูกต้อง
  4. หายใจลึกๆประมาณ 2 ครั้ง
  5. หายใจครั้งที่ 3 พร้อมยกปืนขึ้น เมื่อถึงเป้าหมายให้หายใจออก
  6. ค่อยๆสัมผัสไกปืน
  7. เล็งไปยังจุดเป้าหมาย
  8. กดไกปืนอย่างนุ่มนวล
  9. รักษาสภาพการยิงให้ยังคงนิ่งอยู่
  10. ค่อยๆลดมือลง จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์การยิง
                     

                                               เทคนิคการยิงปืนยาว

     

  เทคนิคการยิงปืนสั้น



                การรักษาสภาพต่างๆหลังการยิง :
การรักษาสภาพหลังการยิงนั้น มิใช่รักษาเฉพาะช่วงระหว่างปลายกระสุนเท่านั้น แต่ต้องรักษาสภาพต่างๆนับจากหลังการปล่อยกระสุนออกไประยะหนึ่ง จนกระทั่งกระสุนทะลุเป้า
                การวิเคราะห์การยิง :
การวิเคราะห์การยิง หมายถึง การที่เรานำผลงานที่ยิงออกไปนั้นมาพิจารณาดูว่าขั้นตอนของการยิงทั้งหมดสมบูรณ์หรือไม่ มีข้อบกพร่องอย่างไร แล้วนำข้อผิดพลาดนั้นมาแก้ไข เพื่อให้การยิงในครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ที่สุด
2.การฝึกฝน :
การฝึกฝนสำหรับกีฬายิงปืนนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นิจึงควรให้มีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องทั้งร่างกายและจิตใจ
3.เครื่องมือและอุปกรณ์ :
ในการแข่งขันกีฬายิงปืน อุปกรณ์สำคัญมีอยู่ 3 ชนิด คือ ปืน กระสุนปืน และเป้ายิง นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์อื่นๆเพิ่มเติมอีก เช่น เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ป้องกันเสียง ที่ปิดตา สลิง เป็นต้น

นักกีฬายิงปืนในดวงใจ และนักกีฬายิงปืนที่ประสบความสำเร็จอีกขั้น


 เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ พนิชย์ผาติกรรม อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย ประเภทปืนสั้นอัดลม เกิดวันที่ 31 มกราคม 2516  เริ่มหัดยิงปืนตั้งแต่อายุ 15 ปี โดยมีแบบอย่าง คือ คุณพ่อมานพ ที่เป็น อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย
         เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ถือเป็นนักกีฬายิงปืนที่มีประสบการณ์สูง เพราะสามารถติดทีมชาติตั้งแต่อายุเพียง 18 ปี ทั้งยังสร้างผลงานโดดเด่นด้วยการคว้า 20 เหรียญทองในกีฬาซีเกมส์ , คว้าอันดับ 8 ยิงปืนเวิลด์คัพ ที่กรุงมิวนิก ประเทศ เยอรมนี, คว้าอันดับ 4 เอเชียนเกมส์ 1998 ที่ประเทศไทย ส่วนผลงานสูงสุดคือคว้าอันดับ 8 กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ที่กว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของนักแม่นปืนชาวไทย
          ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลา บุคลิกที่โดดเด่น และความเป็นตัวของตัวเอง ส่งผลให้ เจ้าเอ็กซ์ เข้ามาโลดแล่นในวงการบันเทิง มีผลงานอาทิ ภ.หมากเตะ รีเทิร์น , ปืนใหญ่จอมสลัด และ ขุนรองปลัดชู รวมถึงพิธีกรรายการห้องหัวเห็ด
  
           ขณะที่เรื่องชีวิตส่วนตัวนั้น เจ้าเอ็กซ์ เป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง อารมณ์ร้อน ตรงไปตรงมา ทำให้มีเหตุวิวาทกับสมาคมฯ สื่อมวลชน และบุคคลอื่นๆ อีกมากมาย ส่งผลให้มีข่าวฉาวต่อเนื่อง  โดยกรณีที่เป็นข่าวโด่งดังที่สุด คือเหตุการณ์ที่เจ้าตัวถูกส่งตัวกลับประเทศอย่างกะทันหัน ระหว่างการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2009 จัดขึ้นที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หลังเจ้าตัวเกิดมีปากเสียงกับผู้จัดการทีมอย่างรุนแรง



นักกีฬายิงปืนของไทยที่ประสบความสำเร็จอีกขั้น

สุธิยา จิวเฉลิมมิตร ชื่อเล่น ณี เกิดวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 ที่จังหวัดสระแก้ว เป็นนักกีฬายิงเป้าบินชาวไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิก โดยเธอเข้าร่วมแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ในกีฬายิงเป้าบินซึ่งเธอได้ที่ 5 จากการแข่งขันดังกล่าว และมีโอกาสแข่งขันในรายการเวิลด์แชมเปี้ยนชิป 2009 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมารีบอร์ ประเทศสโลวีเนีย เธอได้รับการจัดอันดับที่ 7 ของรายการเวิลด์คัพ และในขณะเดียวกัน เธออยู่ในอันดับที่ 1 ของเอเชียในประเภทเป้าบินบุคคลหญิง จากนั้น ทางสหพันธ์กีฬายิงปืนนานาชาติ ได้ประกาศให้เธออยู่ในอันดับที่ 3 ของโลกในประเภทเป้าบินเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 



ธันยพร พฤกษากร ชื่อเล่น ธันย่า เกิดวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2533  เป็นนักกีฬายิงปืนชาวไทยในโอลิมปิกฤดูร้อน 2012  ที่ซึ่งเธอเข้าแข่งขันในรายการปืนสั้นอัดลมระยะ 10 เมตรหญิง กับ ปืนสั้น 25 เมตรหญิง และเป็นนักกีฬายิงปืนชาวไทยเพียงคนเดียว ที่สามารถเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 โดยสามารถทำคะแนนได้เป็นอันดับ 2 ในรอบคัดเลือกของรายการปืนสั้น 25 เมตรหญิง
ปัจจุบัน ธันยพร พฤกษากร ได้รับการจัดให้เป็นนักยิงปืนอันดับ 7 ของโลก ในประเภทปืนสั้นอัดลม 10 
เมตรหญิง


ชื่อ : นภิศ ต่อตั้งพานิช ชื่อเล่น : อัส เกิดวันที่ : 29 มี.ค.2538 ภูมิลำเนา : จ.เชียงใหม่ ส่วนสูง : 174 ซม. น้ำหนัก : 56 กก.บิดาชื่อ : นายอภิชาติ ต่อตั้งพานิช มารดาชื่อ : วรรณภา สะอาด
การศึกษา : สถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตสุพรรณบุรี
ผลงาน
ติดทีมอลป. : ครั้งแรก 2016
ประเภทที่แข่ง : ปืนยาวอัดลมชาย, ยาวท่านอนชาย, ปืนยาว 3 ท่าชาย 
ผลงานที่ผ่านมา : 1 เหรียญเงินซีเกมส์ ที่อินโดนีเซีย,  1ทอง1เงินซีเกมส์ ที่เมียนมาร์, 1ทอง1เงิน ซีเกมส์ ที่สิงค์โปร์ , ได้โค้วต้าโอลิมปิกเกมส์ที่ อินเดีย